รู้จักโรคตับ

                 ู้จักกับโรคตับ

    ที่เรามักได้ยินว่า โรคตับอักเสบเฉียบพลัน, ตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ อะไรคือความหมายของคำเหล่านี้  แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเหล่านี้บ้าง 


   โรคตับอักเสบเฉียบพลัน

    
แพทย์จะใช้คำนี้ในกรณีที่แต่เดิมไม่เคยมีโรคตับมาก่อน  จากนั้นมีสาเหตุอะไรก็ตามมาทำให้เกิดการอักเสบขึ้น  การอักเสบนั้นส่วนใหญ่จะหายไปในระยะเวลาหนึ่ง  แต่ถ้ามีการอักเสบอย่างต่อเนื่อง และไม่หายในระยะประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จะใช้คำว่า ตับอักเสบเรื้อรัง 

     คำว่าการอักเสบเป็นภาษาทางการแพทย์ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดความสับสนกับคนทั่วไป  เช่น บางท่านอาจคิดว่าการอักเสบหมายถึงการติดเชื้อโรค ซึ่งเป็นการเข้าใจไม่ถูกต้อง  เอาเป็นว่า ด้วยเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ร่างกายส่วนนั้นๆเกิดการบวมแดง ร้อน ภาษาแพทย์เรียกว่า "การอักเสบ" ดูได้ง่ายจากเวลามีดบาด ผิวหนังบริเวณรอบๆขอบแผลจะบวม มีสีแดงขึ้น บางครั้งจะออกร้อน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริเวณนั้นจะมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงมากขึ้น  มีเม็ดเลือดขาวและน้ำเหลืองของร่างกายซึมออกมาบริเวณนั้นเพื่อจับกินเชื้อโรคหรือทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ไม่ดี  จึงมองเห็นเป็นลักษณะบวมแดง บางครั้งออกร้อนเวลาสัมผัส เมื่อเกิดการอักเสบของตับจะมีลักษณะคล้ายกับขอบแผลมีดบาด  เพียงแต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองมีการอักเสบของตับอยู่  มาตรวจพบก็เพราะมีอาการเพลียเล็กน้อย  ไม่ค่อยสบาย แต่พบมีค่าการอักเสบของตับสูงขึ้น (ค่า SGOT และ SGPT) คนทั่วไปมักจะไม่มีอาการใดๆถ้าไม่เป็นมาก  บางคนจะรู้สึกจุกแน่นช่องท้อง  ถ้าเป็นมากขึ้นจะสังเกตุเห็นปัสสาวะสีเหลืองเข้ม  ตามมาด้วยตาเหลือง  โดยสังเกตุจากบริเวณตาขาวมีสีเหลืองขึ้น ถ้าเหลืองมากขึ้น ผิวหนังก็จะออกเหลืองตามมา  บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการต่าง ๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อการอักเสบลดลง  ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันถึงหลายอาทิตย์  แต่ถ้าไม่หายหรือเป็นมากขึ้นก็จะเกิดอาการตับวาย  ถ้าตับวายมาก  ผู้ป่วยจะมีอาการซึมลง  หมดสติและเสียชีวิตในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษาด้วยการเปลี่ยนตับ  

     โรคตับอักเสบเฉียบพลันเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ  แต่ละโรคมีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกันไป  ได้แก่

     
1. ไวรัสที่ติดเชื้อเฉพาะตับ  ได้แก่  ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี อี และไวรัสที่ไม่ทราบชนิด  โรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบเอและบี พบได้บ่อยในประเทศไทย  ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ  หรือมีอาการน้อยแล้วหายเอง บางคนมีค่อนข้างมากจนต้องลาพักหรือนอนโรงพยาบาล มีส่วนน้อยเป็นจนถึงขั้นตับวาย
  
   2. ไวรัสที่ติดเชื้อในหลายระบบของร่างกาย เช่น เชื้อไวรัสอีบีวี ซีเอ็มวี และเชื้อไวรัสไข้เลือดออก (เต็งกี่ไวรัส) เป็นต้น

     3. เชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้อไข้ไทฟอยด์

     4. ยา สารอาหาร และสารพิษต่าง ๆ ที่ควรทำความเข้าใจก็คือ ยา สารอาหาร หรืออะไรก็ตามที่ทานเข้าไปแล้วส่วนใหญ่ต้องไปปรับเปลี่ยนหรือขับออกทางตับ  คนบางคนสิ่งเหล่านั้นเป็นพิษต่อตับ  จึงทำให้เกิดตับอักเสบขึ้น  ยาหรือสารบางอย่างก็พอจะคาดเดาได้  เพราะเคยพบเป็นสาเหตุบ่อยๆ เช่น ยาแก้อักเสบ(แก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อ) ยาแก้ปวดพาราเซตามอลที่ทานเกินสิบห้าเม็ดต่อวัน หรือในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างเรื้อรัง แม้แต่ทานพาราเซตามอลตามขนาดแนะนำก็เกิดปัญหาต่อตับได้ ยาปฎิชีวนะ ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาวัณโรคบางชนิด หรือยาสมุนไพรบางชนิด เช่น กระชายดำหรือบอระเพ็ด เป็นต้น  อีกประเภทหนึ่งเป็นยาสมุนไพร หรืออาหารอะไรก็ตามที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดปัญหาต่อตับหรือไม่  เพราะตับของแต่ละคนมีปฎิกิริยาต่อสิ่งเหล่านั้นไม่เหมือนกัน  ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า ถ้าทานสมุนไพร ทานพืชผักบางอย่างเพื่อรักษาโรค หรือทานยาบำรุง ไม่น่าจะมีปัญหากับตับ อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด
  
   5. โรคตับอักเสบจากแอลกอฮอลล์  มักเกิดจากการดื่มมากเกินขนาด  ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดในคนที่เป็นโรคตับจากแอลกอฮอลล์อยู่แล้ว มีประวัติดื่มจัด ดื่มมานาน แล้วดื่มมากขึ้นในเทศกาลงานเลี้ยง ก่อนจะเกิดการอักเสบของตับตามมา
  
   6. โรคตับอักเสบจากโรคภูมิต้านทานของตัวเองทำลายตับ  ฟังดูแล้วอาจจะเข้าใจยาก  โรค
นี้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรค แต่ไปเห็นว่าตับตัวเองเป็นคล้ายสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย  จึงสร้างภูมิต้านทานมาต้านตับตัวเอง
 
    7. สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ตับขาดเลือด หรือโรคสารทองแดงไปอยู่ในตับมาก เป็นต้น เหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ช่วยค้นหาสาเหตุให้

 

   โรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง

     ตับอักเสบที่ไม่หายไปเองในระยะประมาณหกเดือนเรียกว่า ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่มีตับอักเสบเรื้อรังมักจะไม่มีอาการเตือนให้ทราบ มักจะพบในผู้ที่ไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วพบว่าค่าการอักเสบของตับสูงเกินค่าปกติ (ค่า SGOT และ SGPT) บางคนอาจรู้สึกจุกแน่น ไม่สบายท้องส่วนบนหรือซีกขวาบน ภาวะนี้เมื่อเป็นไปนานๆเข้าผ่านไปสิบปีถึงยี่สิบปีจากตับอักเสบธรรมดาจะค่อยๆมีแผลเป็นหรือพังผืดกระจายไปทั่วๆตับ และในที่สุดจะเข้าสู่ระยะตับแข็งระยะต้น  ซึ่งมักจะไม่มีอาการอะไรแสดงให้ผู้ป่วยทราบได้  แต่เนื้อตับจะเริ่มแข็งขึ้น เสียรูป เนื้อส่วนที่ดีอยู่ก็พยายามโตแทรกขึ้นมาเป็นวงๆ ทำให้ตับเป็นตะปุ่มตะป่ำ ผิวขรุขระ ไม่เรียบ ผ่านไปอีกสิบกว่าปี เมื่อมีแผลเป็นในเนื้อตับมากขึ้นจนถึงตับแข็งระยะท้าย เป็นระยะที่ตับทำงานไม่ไหว จะเริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น
 
    - ขาบวม ท้องบวมจากมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน) เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนแอลบูมินได้พอ จึงไม่มีสารที่ช่วยดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด ร่วมกับความดันของหลอดเลือดดำและหลอดน้ำเหลืองในตับสูงขึ้น น้ำจึงซึมออกมาอยู่บริเวณเนื้อเยื่อต่างๆ เห็นได้จากมีขาบวม แล้วตามมาด้วยมีน้ำในช่องท้อง
 
    - เกิดหลอดเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร : แผลเป็นในเนื้อตับทำให้หลอดเลือดต่างๆในตับบิดเบี้ยว เล็กลง และแข็ง ทำให้เลือดไหลผ่านตับไม่สะดวก ความดันของเลือดที่วิ่งผ่านตับจะสูงขึ้น เลือดจะเริ่มวิ่งย้อนกลับไปที่ม้าม ทำให้ม้ามโตขึ้น เลือดวิ่งย้อนกลับไปทางเดินอาหารและหลอดอาหาร ทำให้เกิดหลอดเลือดขอดบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร  บางครั้งหลอดเลือดจะแตกออก ทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอบ ถ่ายเป็นเลือดแดงสด อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นน้ำสีดำคล้ายน้ำกาแฟ
 
    - ม้ามโตและเกล็ดเลือดต่ำ : เลือดดำจากม้ามไหลผ่านตับไม่สะดวก ความดันในม้ามสูงขึ้น ม้ามจึงมีขนาดโตขึ้น ม้ามมีหน้าที่ในการจับกินเม็ดเลือดต่างๆ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดลดต่ำลง บางคนจะมีเม็ดเลือดขาวลดลงร่วมด้วย

     - เลือดออกง่ายและหยุดยาก : เช่น เลือดออกจากทางเดินอาหาร ออกในช่องปาก สาเหตุเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้พอเพียง ร่วมกับมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งเกล็ดเลือดนั้นมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเช่นกัน
 
    - ภาวะติดเชื้อในช่องท้อง : โดยเฉพาะในคนที่มีน้ำในช่องท้อง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองหรือจับกินเชื้อโรคที่ผ่านมาจากลำไส้ได้
  
   - ซึมลง : ตับที่เสียจะไม่สามารถทำลายของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร หรือของเสียที่ถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกาย ของเสียบางอย่างจะไปคั่งในสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง นอนไม่หลับตอนกลางคืน คำคำนวนเลขไม่ได้ ความจำลดลง ซึมลง และหมดสติในที่สุด

     สาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง ได้แก่

     1. ไวรัสตับอักเสบบี ซี ดี และไวรัสที่ยังไม่รู้จัก สำหรับไวรัสตับอักเสบเอและอีนั้นไม่ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง
 
    2. ยาบางประเภท เช่น ยาเมทโทเทร็คเสทสำหรับรักษาโรคข้อ ทานวิตามินเอเกินขนาด เป็นต้น

     3. โรคตับจากแอลกอฮอลล์ เกิดจากดื่มแอลกอฮอลล์มากและดื่มมานานหลายๆปี จะเกิดไขมันในตับ ตับอักเสบ กระจายทั่วๆตับ จากนั้นจะตามมาด้วยตับแข็งและมะเร็งตับ

     4. โรคไขมันในตับ มักเกิดในคนที่มีน้ำหนักเกิน คนอ้วน หรือในคนที่เป็นโรคเบาหวาน แต่ก่อนนี้เข้าใจกันว่าไขมันในตับไม่มีอันตราย ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ไขมันในตับที่เป็นมากจะก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งตามมา

     5. โรคภูมิต้านทานต่อตับ
  
   6. โรคอื่นๆ ได้แก่ โรคที่มีธาตุทองแดงหรือธาตุเหล็กสะสมในตับมาก โรคท่อน้ำดีตีบตัวผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาษาแพทย์เรียก Primary Billary Cirrhosis (PBC) อาจได้ยินแพทย์ใช้คำว่า พีบีซี อีกโรคหนึ่ง ท่อน้ำดีขนาดใหญ่ในและนอกตับเกิดพับผืด เรียก Primary Sclerosing Cholangitis (PSC) แพทย์เรียก พีเอสซี ถ้าทราบสาเหตุของท่อน้ำดีตีบก็เรียก Secondary Biliary Cirrhosis หรือโรคตับแข็งที่เกิดจากหลอดเลือดดำขาออกจากตับอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

   โรคมะเร็งตับ

     โรคมะเร็งตับเป็นโรคเนื้องอกชนิดเนื้อร้าย  เมื่อเกิดขึ้นแล้วโตเร็ว แบ่งเป็นกลุ่มเพื่อความเข้าใจคือ โรคมะเร็งที่ตัวตับเอง เกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อในตับเอง ได้แก่ มะเร็งตับปฐมภูมิ หรือภาษาแพทย์เรียก เฮบปาโตมา (Hepatoma) หรือเฮ็บปาโตเซลลูล่าคาซิโนมา (Hepatocellular Carcinoma) ชนิดนี้เป็นเนื้องอกของเซลล์ตับ อีกชนิดคือมะเร็งท่อน้ำดี แพทย์ใช้คำเรียกว่า คอแลงจิโอคาซิโนมา (Cholangiocarcinoma) บางครั้งแพทย์ชอบเรียกย่อๆว่า "คอแลง" พบบ่อยมากในคนไทยแถมภาคอีสานและเหนือ เนื่องจากมีการทานปลาร้า ปลาส้ม ทำให้เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ในท่อน้ำดี และก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี ในที่สุดตามมาด้วยมะเร็งท่อน้ำดี
 
    มะเร็งอีกกลุ่มคือพวกที่กระจายมาจากที่อื่น เหตุที่ตับรับเลือดมาจากทางเดินอาหารเกือบทั้งหมด มะเร็งของทางเดินอาหารกระจายมาที่ตับจึงพบได้บ่อย มะเร็งเหล่านี้ได้แก่ มะเร็งจากลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร และตับอ่อน หรืออาจเป็นมะเร็งที่มาจากส่วนอื่นของร่างกายก็พบได้บ่อยเช่นกัน ได้แก่ มะเร็งปอด หรือมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

ลิตภัณฑ์แนะนำ

ทรานเฟอร์ แฟคเตอร์ พลัส ไตร-แฟกเตอร์(เพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มกัน 437% + ไวรัสตับ)

ซุปเปอร์ ดีท๊อกซ์ (ล้างสารพิษในตับ + บำรุงตับ)