โรคภูมิเพี้ยน(ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง)

รคภูมิเพี้ยน(ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง)

     เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ตั้งแต่ทางการหายใจเข้าไป  กินเข้าไป หรือสัมผัสทางผิวหนังหรือเยื่อบุที่เป็นแผล  ในคนปกติ ระบบร่างกายจะสามารถต้านทานเชื้อโรคเหล่านั้นไว้ได้ ไม่ให้เชื้อโรคเจริญลุกลาม ระบบนี้คือ ระบบภูมิต้านทาน ซึ่งมีหน้าที่ไว้ต้านทานโรค ก็คือเอาไว้ต่อสู้กับเชื้อโรค นั่นเอง   เวลาเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ระบบภูมิต้านทานจะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ เพื่อทำลายเชื้อ ทำให้เรามีอาการต่างๆ นา ๆ เช่นทางเดินหายใจก็จะเป็นหวัด ถ้าทางผิวหนังก็เป็น ฝี หนอง ทางเดินอาหารก็จะมีภาวะกระเพาะลำไส้อักเสบ เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้ เป็นต้น
  

       ล้วถ้าภูมิต้านทานที่มีหน้าที่ไว้ต่อสู่กับเชื้อโรค กลับย้อนรอยมาทำร้ายร่างกายเราเองจะเป็นอย่างไร?  ลักษณะเช่นนี้ เราเรียกว่า ภูมิไวเกินหรือภูมิทำลายตัวเอง บางคนก็เรียกว่าภูมิเพี้ยน คือ ภูมิต้านทานมีหน้าที่ป้องกันศัตรูทำลายเชื้อโรค แต่กลับเพี้ยนไปคือไปทำลายตัวเราแทนเสียอีก

     เซลล์ของร่างกายก็จะถูกทำลายไป กลุ่มของโรคนี้เราเรียกว่า
AUTO-IMMUNE ซึ่งก่อให้เกิดอาการได้หลากหลาย ก่อชื่อโรคประหลาด ๆ อีกหลายชื่อ ตามแต่อาการและอวัยวะที่มันเข้าไปทำลาย เช่น

     - โรครูมาตอยด์ ก็จะมีอาการทางข้อ คือ ข้ออักเสบ ปวดข้อ กระดูกข้อต่อถูกทำลาย
 
 
     - โรค
DLE เป็นภาวะภูมิต้านทานไวเกินที่ผิวหนัง
 
     - โรคเอสแอลอีหรือโรคพุ่มพวง เป็นภาวะภูมิต้านทานทำลายตัวเองตลอดทั่วทั้งร่างกาย เช่นที่ไต ก็เข้าไปทำลายหน่วยไต พอไตเป็นรูรั่วโปรตีนก็จะออกมามาก  ข้อก็จะเกิดอาการข้ออักเสบคล้ายคนที่เป็นรูมาตอยด์ แต่จะไม่ค่อยทำลายกระดูกเท่า หรือถ้าเป็นที่กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ก็จะมีอาการปวดเมื่อยย้ายไปมา ที่ปอดก็ทำให้ปอดเป็นจุด ที่หัวใจ ที่ระบบประสาทก็เกิดขึ้นได้ ฯลฯ 
 

     - บางโรคก่ออาการทำลายไขกระดูกเช่น
aplastic anemia ทำให้ไขกระดูกฝ่อหยุดทำงานไปเลย
 
     - โรคผิวหนังแข็ง โรคสะเก็ดเงิน โรคด่างขาว โรคลำไส้อักเสบโครน โรคไธรอยด์อักเสบฮาชิโมโต้  โรคเส้นเลือดอักเสบ ฯลฯ ต่างล้วนเกี่ยวข้องกับภูมิทำลายตัวเองทั้งสิ้น

 

     สาเหตุการเกิดโรคเพี้ยนหรือภูมิทำร้ายตัวเอง


      เดิมโรคนี้ไม่ทราบสาเหตุ แต่ปัจจุบันเราพบความเกี่ยวข้องหลายอย่าง ที่อาจส่งผลให้คนหนึ่ง เกิดภาวะภูมิทำลายตัวเองขึ้นมา เช่น

      - การได้รับยาปฏิชีวนะบางตัว หรือได้รับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ จนกระทั่งไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
 
 
     - การสัมผัสกับสารพิษบางอย่าง แล้วสะสมในร่างกายขับออกไม่หมด นานวันเข้าก็ไปกระตุ้นภูมิจนเพี้ยนไป

     - และที่ถือว่ามีข้อมูลหลักฐานค่อนข้างมาก คือ การติดเชื้อบางอย่าง หลังจากที่มีการติดเชื้อนั้นแล้ว ระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ไม่สามารถกำจัดออกได้หมด เช่นการมีแบคทีเรียเจริญเรื้อรังในกระเพาะปัสสาวะ แล้วเชื้อเล็ดรอดเข้าไปในกระแสเลือด แล้วโปรตีนของเชื้อเข้าไปเกาะที่ผิวข้อ ในที่สุดเกิดปฏิกิริยาการสร้างภูมิต้านทานที่มีฤทธิเข้าไปทำลายผิวข้อ ความจริงภูมิต้านทานพยายามทำลายเชื้อ แต่เผอิญทำลายไม่หมด และมีโปรตีนนี้แสดงออกมาที่ผิวข้อเข้า   หรือภาวการณ์อักเสบแบบภูมิวัยเกินที่ระบบประสาท ก็พบว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสบางอย่าง ที่ระบบภูมิต้านทานไม่สามารถกำจัดออกได้หมด ทำให้เกิดการกระตุ้นระบบภูมิต้านทานตลอดเวลา อย่างน้อย ๆ ไม่มีอาการ แต่มีการกระตุ้นทำให้ร่างกายผลิตภูมิต้านทานเพื่อเข้าไปพยายามทำลายเชื้อโรคที่ระบบประสาท แต่ก็ไม่สำเร็จ นานวันเข้า ร่างกายก็จะสร้างระบบภูมิต้านทานที่มีความจำเพาะน้อยลง และภูมิต้านทานที่ทำลายระบบประสาทของเราไปด้วย
 

 

     การรักษาโรคภูมิเพี้ยนหรือภูมิทำร้ายตัวเอง


       การรักษาภูมิไวเกินที่ยอมรับกันว่าได้ผลและมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคตามแนวทางแผนปัจจุบัน คือ การกดภูมิด้วยการใช้ยากดภูมิ ใช้สเตียรอยด์ ใช้ยาบางชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินโรค ทำให้โรคมันเปลี่ยนทิศ  โดยในขั้นแรกจะให้ยาในขนาดที่สูง จากนั้นจะค่อยๆ ลดยาลงจนถึงระดับที่น้อยที่สุดที่เป็นไปได้  ที่จะสามารถควบคุมโรคได้  ส่วนใหญ่โรคมักจะเกิดการกำเริบเป็นระยะ ๆ เช่นปีละครั้ง หรือ สองสามปีครั้ง หรือปีละ
1-3 ครั้ง แม้ว่าจะทานยาอยู่ตลอดก็ตาม  ในระหว่างที่โรคกำเริบ ก็จะเพิ่มขนาดยาให้สูงขึ้น  ในผู้ป่วยบางราย อาจไม่ตอบสนองต่อการรักษา แม้ว่าจะให้ยาในขนาดที่สูงแล้ว และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต จากโรคแทรกซ้อน


       ผลข้างเคียงจากการรักษา มักเกี่ยวข้องกับการใช้สเตียรอยด์ หรือยากดภูมิอื่น ๆ เช่น ติดเชื้อง่าย กระดูกเปราะบาง ภูมิต้านทานต่ำ
 

       มีวิธีอื่นอีกหรือเปล่าสำหรับโรคนี้ ถ้าตอบในเชิงบูรณาการ หากโรคกำลังกำเริบ ต้องกดภูมิไว้ก่อนด้วยแผนแรก ควบคู่ไปกับการลดการอักเสบด้วยยาและสารอาหารที่มีฤทธิเป็นยา เช่นโอเมก้าสาม สารสกัดจากบอสวิลเลีย ฯลฯ เป็นต้น พอโรคสงบค่อยมาหาทางขจัดสาเหตุทีละประการ เช่น Oxidation Therapy นำ Singlet Oxigen เข้าไปในร่างกายเพื่อผลในการกำจัดเชื้อตกค้างที่ระบบภูมิต้านทานและยาฆ่าเชื้อไม่สามารถกำจัดออกได้ กระบวนการจะเจาะเส้นเลือดดำบริเวณแขน นำเลือดดำผู้ป่วยเข้าไปในขวดสุญญากาศจำนวน 60-200 ซีซี จากนั้นเติมออกซิเจนจนกลายเป็นเลือดแดง  นำเลือดแดงผ่านท่อซึ่งมีเครื่องกำเนิดแสงยูวีชนิดรักษา ที่มีการกำหนดช่วงคลื่นไว้แล้ว แสงยูวีจะกระตุ้นโมเลกุลของออกซิเจน ซึ่งเดิมมีสองโมเลกุล ให้แตกออกเป็นหนึ่งโมเลกุล เรียกว่า Singlet Oxigen ซึ่งเป็นประจุลบ  Singlet Oxigen ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน และช่วยขจัดเชื้อโรคตกค้าง เป็นต้น

 

          วิธีที่2  ไปหยุดกระบวนการอักเสบโดยวิธีธรรมชาติ คือ แทนที่จะใช้สเตียรอยด์ไปหยุดกระบวนการอักเสบ   เราก็ใช้กระบวนการหยุดการอักเสบด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การสกัดเอาแอนตี้บอดี้ออกมาจากตัวเรา เอาไปทำให้เป็นวัคซีน แล้วฉีดกลับเข้าไปให้ร่างกายเราสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาต่อต้าน  เหมือนกับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ก็เอาเชื้อฝีดาษเข้ามาฉีด ร่างกายก็จะสร้างภูมิเพื่อต้านฝีดาษ  โดยสกัดแอนตี้บอดี้ออกมาครั้งเดียวแล้วนำมาทำวัคซีนฉีดอย่างน้อย 25 เข็มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโดยวิธีธรรมชาติ วิธีการนี้เป็นการพัฒนาของแพทย์จากประเทศเยอรมัน
 

          วิธีที่3 คือการไปซ่อมเซลล์ต่อมไทมัส ทำให้ต่อมไทมัส ทำงานดีขึ้น คือการตอบสนองทางภูมิต้านทาน มี 2 ประเภท ในต่อมไทมัส มันจะแยกการตอบสนองออกมาเป็น 2 ประเภท 1. ประเภทต้านเชื้อโรค 2. ประเภทที่ทำให้เกิดภูมิต่อต้านตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องค่อยๆเปลี่ยนระบบภูมิให้มันเป็นการตอบสนองในเชิงต่อต้านเชื้อโรค โดยใช้สารสกัดจากต่อมไทมัสจากสัตว์ สกัดเฉพาะโปรตีนไทมัสออกมาเป็นยาในกลุ่มเปปไทด์

 

        โรคภูมิเพี้ยนหรือภูมิทำร้ายตัวเองหายขาดได้หรือไม่

       
         มีทั้งที่หายขาด และที่ยังต้องใช้ยากดภูมิต่อในขนาดน้อยๆ ผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นอาจารย์ทางด้านกุมารแพทย์  แล้วป่วยด้วยโรครูมาตอยด์ชนิดในเด็ก ทั้งที่อายุใกล้วัยเกษียนแล้ว รักษาด้วยสเตียรอยด์และยากดภูมิตัวอื่น และยาเปลี่ยนการดำเนินโรค ซึ่งจะมีอาการกำเริบทุกปี ปีละครั้ง แต่ละครั้งจะต้องใช้ยาในขนาดสูงมากและโรคก็จะสงบไป  แต่ครั้งสุดท้ายนี้ไม่สามารถชักนำให้โรคสงบได้ แม้จะใช้ยาในขนาดที่สูงที่สุดแล้วเป็นเวลานับเดือน ซึ่งปกติโรคจะต้องสงบแล้ว  แต่กลับยังคงปวดข้ออย่างทรมานอยู่ และเริ่มเกิดผลข้างเคียงจาการใช้ยา การทำวัคซีนกับการปรับระบบภูมิต้านทานที่ไธมัส ส่งผลให้อาการกำเริบค่อยๆ สงบลง กลับไปทำงานได้ และลดยาลงเหลือขนาดน้อย ก็นับว่าโชคดีไป เพราะส่วนใหญ่คนที่ใช้สเตียรอยด์วันละ
12 เม็ด ไม่กี่เดือนก็จะเป็นต้อหิน และเกิดโรคแทรกอื่นๆ ได้ง่าย เช่นงูสวัดกระจายทั่วร่างกายและเข้าระบบประสาท เชื้อราขึ้นสมอง เป็นต้น  ซึ่งถ้าเกิดแล้วจะร้ายแรงมาก ต้องรักษาในไอซียู และมักจะเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนในที่สุด

 

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคนี้ ที่ดีที่สุดคือต้องเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง เริ่มต้นจากการเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ หลีกเลี่ยงอาหารขยะ ของทอด ปิ้งย่าง หันมารับประทานแต่ของสด หรือถ้าจะใช้ความร้อนปรุงก็ควรเป็นนึ่งหรือตุ๋น  งดน้ำอัดลม ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องนาน ๆ และที่สำคัญอย่าปล่อยให้ความเครียดเข้ามาเบียดความสงบสุข ภายในใจเรา  ปล่อยสัตว์ ปล่อยปลา ให้ชีวิตเป็นทาน ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม สวดมนต์แผ่เมตตา เป็นประจำ เท่านี้ก็ห่างไกลโรคแล้ว

     ผลิตภัณฑ์แนะนำ

     ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ไตร-แฟกเตอร์ (ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ + แก้โรคภูมิเพี้ยน)